ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียนได้เท่าไหร่? (วิธีคิดฉบับเข้าใจง่าย)

นักเขียนหลายคนเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยแพสชันและความรักในการเล่าเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาที่งานเขียนของคุณได้ถูกตีพิมพ์ หรือเผยแพร่สู่สาธารณะ เรื่องหนึ่งที่มักจะตามมาและสร้างความสงสัยไม่น้อยเลยก็คือเรื่องของ 'ค่าตอบแทน' หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน นั่นเอง

เคยไหมค่ะที่นั่งจ้องหน้าจอแล้วคิดว่า "ถ้าเขียนจบเล่มแล้ว จะได้เงินเท่าไหร่กันนะ?" หรือ "แล้วไอ้คำว่า 'ลิขสิทธิ์' นี่มันทำงานยังไง?" คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่นักเขียนทั้งหน้าใหม่และมืออาชีพต่างก็เคยสงสัย

บทความนี้ ทีมงาน novelnoob.com ในฐานะเพื่อนนักเขียนที่เข้าใจดีว่าการสร้างสรรค์ผลงานนั้นต้องใช้ทั้งเวลาและความทุ่มเท จะมาช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน แบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ตั้งแต่พื้นฐานว่าลิขสิทธิ์คืออะไร ไปจนถึงวิธีคิดคำนวณ และปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อรายได้ของคุณ พร้อมบอกทริกเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้งานเขียนของคุณทำเงินได้มากขึ้น มาดูกันเลยค่ะ!

ทำความเข้าใจ "ลิขสิทธิ์" คืออะไร?

ก่อนที่เราจะไปพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนว่า 'ลิขสิทธิ์' (Copyright) ที่นักเขียนอย่างเราควรรู้จักนั้นคืออะไรกันแน่

พูดง่ายๆ คือ ลิขสิทธิ์ ก็เหมือนกับ 'โฉนด' หรือ 'กรรมสิทธิ์' ที่กฎหมายมอบให้แก่ผู้สร้างสรรค์งาน (เช่น คุณ!) ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน บทเพลง รูปภาพ หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อปกป้องสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ และสิทธิ์ในการแสวงหาผลประโยชน์จากงานนั้นๆ

เมื่อคุณเขียนนิยายจบลง ไม่ว่าจะเป็นต้นฉบับในสมุด หรือไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของคุณ ลิขสิทธิ์ในงานเขียนนั้นก็เกิดขึ้นทันที โดยอัตโนมัติตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน แต่การจดแจ้งลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วยให้มีหลักฐานชัดเจนขึ้นในกรณีที่มีข้อพิพาท

สำหรับนักเขียนแล้ว ลิขสิทธิ์จึงเป็นเหมือน 'เกราะป้องกัน' ที่ทำให้งานเขียนของคุณไม่ถูกลอกเลียนแบบ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นพื้นฐานของการที่คุณจะได้รับ ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน จากการตีพิมพ์หรือเผยแพร่งานของคุณนั่นเอง

ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียนได้เท่าไหร่? – สูตรคิดทั่วไป

มาถึงคำถามยอดฮิตที่นักเขียนทุกคนอยากรู้: ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน ได้เท่าไหร่กันแน่? โดยทั่วไปแล้ว การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับนักเขียนจะอยู่ในรูปแบบของ 'เปอร์เซ็นต์' จากยอดขายหนังสือ

สูตรการคิดค่าลิขสิทธิ์ที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือ ค่าลิขสิทธิ์ = ราคาปกหนังสือ x จำนวนยอดขาย x เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกัน

แล้วเปอร์เซ็นต์นี้อยู่ราวๆ เท่าไหร่? สำหรับหนังสือตีพิมพ์ฉบับรูปเล่มในประเทศไทย โดยเฉลี่ยแล้วนักเขียนหน้าใหม่หรือนักเขียนทั่วไปมักจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 10-15% ของราคาปกค่ะ แต่ถ้าเป็นนักเขียนชื่อดังที่มีฐานแฟนคลับแน่นๆ ก็อาจจะได้รับสูงถึง 20-25% เลยทีเดียว

ส่วนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เปอร์เซ็นต์ที่นักเขียนจะได้รับมักจะสูงกว่าหนังสือเล่มกระดาษค่ะ เพราะสำนักพิมพ์หรือแพลตฟอร์มมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า โดยอาจจะอยู่ที่ประมาณ 25-50% หรือบางกรณีถ้าคุณจัดการเองทั้งหมด (Self-publishing) คุณก็อาจได้รับสูงถึง 70% เลยทีเดียว

ตัวอย่างการคำนวณง่ายๆ:

  • สมมติว่านิยายของคุณราคาปก 300 บาท และคุณได้รับค่าลิขสิทธิ์ 10%
  • ถ้าขายได้ 1,000 เล่ม: คุณจะได้รับ 300 บาท x 1,000 เล่ม x 10% = 30,000 บาท
  • ถ้าขายได้ 5,000 เล่ม: คุณจะได้รับ 300 บาท x 5,000 เล่ม x 10% = 150,000 บาท

จะเห็นว่ายิ่งนิยายของคุณขายดีเท่าไหร่ ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน ที่คุณจะได้รับก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นค่ะ!

รู้จักประเภทของ 'รายได้' นักเขียน (นอกจากค่าลิขสิทธิ์)

นอกจาก ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน ที่มาจากการขายหนังสือแล้ว ยังมีช่องทางทำเงินอื่นๆ ที่นักเขียนสามารถสร้างรายได้จากผลงานของตัวเองได้อีกหลายทาง ซึ่งบางครั้งอาจสร้างรายได้ที่มากกว่าค่าลิขสิทธิ์จากการขายหนังสือเสียอีก ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ค่าลิขสิทธิ์จากการขายหนังสือ (Print / E-book)

นี่คือแหล่งรายได้หลักที่เรารู้จักกันดี โดยมาจากเปอร์เซ็นต์ยอดขายของหนังสือทั้งแบบรูปเล่มและ E-book อย่างที่เราอธิบายไปแล้ว

ค่าลิขสิทธิ์จากการแปล / ดัดแปลง

หากนิยายของคุณได้รับความนิยมมากพอ อาจมีโอกาสที่สำนักพิมพ์ต่างประเทศจะขอซื้อสิทธิ์ไปแปล หรือมีโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์/ซีรีส์ สนใจนำไปดัดแปลงเป็นสื่อรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ ละครเวที หรือแม้แต่เกม รายได้ส่วนนี้มักจะมาในรูปของ 'ค่าซื้อสิทธิ์' (License Fee) ก้อนใหญ่ หรือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากรายได้ของผลงานที่ดัดแปลง

ค่าลิขสิทธิ์จากแพลตฟอร์มออนไลน์

ในยุคดิจิทัลนี้ แพลตฟอร์มอย่าง ReadAWrite, Dek-D, หรือ Webtoon กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญของนักเขียนจำนวนมาก คุณสามารถลงผลงานบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ และหารายได้จากการขายตอนล่วงหน้า (Pre-order), การเก็บเหรียญอ่าน (Coin), หรือการโดเนทจากแฟนคลับ ซึ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ส่วนนี้จะแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของแต่ละแพลตฟอร์ม และมักจะสูงกว่าการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์

รายได้จากการขายตรง (Self-publishing)

สำหรับนักเขียนที่เลือกเส้นทาง Self-publishing หรือ 'ตีพิมพ์เอง' คุณจะเป็นผู้จัดการทุกอย่างตั้งแต่การเขียน บรรณาธิการ ออกแบบปก โปรโมท และจัดจำหน่ายเอง ซึ่งหมายความว่าคุณจะได้รับส่วนแบ่งรายได้เกือบทั้งหมด (หักค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์ม) แต่ก็ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงและภาระงานที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อค่าลิขสิทธิ์?

อย่างที่เห็นว่า ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน ไม่ได้เป็นตัวเลขตายตัว มีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องและส่งผลต่อยอดเงินที่คุณจะได้รับ ลองมาดูว่ามีอะไรบ้าง

  • ชื่อเสียงของนักเขียนและฐานแฟนคลับ: นักเขียนที่มีชื่อเสียงและมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งมักจะมีอำนาจในการต่อรองเปอร์เซ็นต์ค่าลิขสิทธิ์ที่สูงกว่า เพราะสำนักพิมพ์มั่นใจในยอดขาย
  • ประเภทของสำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่มักจะมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางและพลังในการโปรโมทสูง แต่ก็อาจจะให้เปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็กหรือการตีพิมพ์เอง
  • จำนวนยอดขาย: นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ยิ่งนิยายของคุณขายได้มากเท่าไหร่ รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น
  • ข้อตกลงในสัญญา: สัญญาลิขสิทธิ์คือสิ่งที่คุณต้องอ่านอย่างละเอียดทุกบรรทัด เงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุไว้ในสัญญามีผลโดยตรงต่อค่าลิขสิทธิ์ของคุณ เช่น ระยะเวลาสัญญา, ขอบเขตการเผยแพร่, หรือเงื่อนไขการหักค่าใช้จ่าย
  • รูปแบบของหนังสือ: หนังสือรูปเล่มมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า E-book ทำให้เปอร์เซ็นต์ค่าลิขสิทธิ์จาก E-book มักจะสูงกว่า
  • ช่องทางการจัดจำหน่าย: การขายผ่านร้านหนังสือทั่วไป, ร้านค้าออนไลน์, หรือแพลตฟอร์ม E-book ต่างๆ ก็มีโครงสร้างการแบ่งรายได้ที่แตกต่างกันออกไป

สัญญาลิขสิทธิ์ที่นักเขียนควรรู้

สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ การทำความเข้าใจสัญญาลิขสิทธิ์อาจฟังดูซับซ้อนและน่าปวดหัว แต่เชื่อเราเถอะค่ะว่ามันสำคัญมาก! สัญญานี้คือเอกสารที่จะกำหนดทิศทางรายได้และสิทธิ์ของคุณในฐานะนักเขียน

สิ่งที่ควรพิจารณาในสัญญาลิขสิทธิ์:

  • ระยะเวลาสัญญา: โดยทั่วไปแล้วสัญญาลิขสิทธิ์จะมีระยะเวลา 3-5 ปี คุณควรตรวจสอบให้ดีว่าเมื่อครบกำหนดแล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะต่อสัญญา เปลี่ยนสำนักพิมพ์ หรือนำไปตีพิมพ์เองได้หรือไม่
  • ขอบเขตการใช้สิทธิ์: สัญญาระบุว่าสำนักพิมพ์มีสิทธิ์นำงานของคุณไปใช้ในรูปแบบใดบ้าง? (เช่น พิมพ์เล่ม, E-book, แปล, ดัดแปลง) และมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์แค่ไหน (ในประเทศ, ทั่วโลก)
  • เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา: หากหนังสือขายไม่ดี หรือสำนักพิมพ์ไม่ทำตามข้อตกลง คุณมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้ภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง
  • ค่าลิขสิทธิ์และงวดการจ่าย: ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันให้ชัดเจน และกำหนดงวดการจ่ายเงิน เช่น จ่ายทุก 6 เดือน หรือปีละครั้ง
  • การหักค่าใช้จ่าย: บางสัญญาอาจระบุการหักค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าบรรณาธิการ ค่าพิสูจน์อักษร หรือค่าโปรโมท คุณต้องทำความเข้าใจตรงจุดนี้ให้ดี

ถ้าคุณอ่านสัญญาแล้วเกิด ทางตัน หรือไม่เข้าใจตรงไหน อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้รู้ เช่น ทนายความ หรือนักเขียนรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เสียเปรียบนะคะ

เพิ่มโอกาสให้งานเขียนทำเงินได้มากขึ้น

การเข้าใจเรื่อง ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน เป็นสิ่งที่ดี แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเพิ่มโอกาสให้งานเขียนของเราทำเงินได้มากขึ้น?

  • สร้างผลงานที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ: นี่คือหัวใจสำคัญ! งานเขียนที่ดีจะดึงดูดผู้อ่านและสร้างฐานแฟนคลับเอง การฝึกฝน วิธีเขียนนิยาย การพัฒนา พล็อตเรื่อง ให้แข็งแกร่ง และการสร้างตัวละครที่น่าจดจำ คือสิ่งที่จะทำให้งานของคุณโดดเด่น
  • สร้างฐานแฟนคลับและโปรโมทตัวเอง: ในยุคนี้ นักเขียนควรเป็นนักการตลาดด้วย การมีช่องทางสื่อสารกับผู้อ่าน เช่น เพจเฟซบุ๊ก, X (Twitter), หรือ Instagram จะช่วยให้คุณเข้าถึงผู้อ่านได้โดยตรง และเพิ่มโอกาสในการขาย
  • พิจารณา Self-publishing: หากคุณมีเครือข่ายและทักษะด้านการตลาด การตีพิมพ์เองอาจเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบที่มากขึ้น
  • อย่ากลัวที่จะเจรจา: เมื่อคุณมีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งขึ้น อย่าลังเลที่จะเจรจาต่อรองเปอร์เซ็นต์ค่าลิขสิทธิ์ที่สูงขึ้นกับสำนักพิมพ์
  • ใช้เครื่องมือช่วยเขียน: บางครั้งการคิด พล็อตเรื่อง ที่ซับซ้อน หรือการเจอ ทางตัน ในการเขียน อาจทำให้เราเสียเวลาไปมาก การใช้เครื่องมืออย่าง AI Novel Writing Tool สามารถช่วยให้คุณประหยัดเวลา สร้างไอเดียใหม่ๆ และเขียนนิยายได้เร็วขึ้น เพื่อให้คุณมีผลงานคุณภาพออกสู่ตลาดได้สม่ำเสมอ

สรุป

จะเห็นได้ว่าเรื่อง ค่าลิขสิทธิ์ นักเขียน ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเลยใช่ไหมค่ะ? การทำความเข้าใจในเรื่องนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเขียนและการสร้างรายได้จากงานเขียนได้อย่างชาญฉลาด

จำไว้ว่าการเขียนนิยายไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่ยังเป็น 'อาชีพ' ที่สามารถสร้างรายได้และเลี้ยงดูตัวคุณได้อีกด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีมือ สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ และไม่หยุดที่จะเรียนรู้

เส้นทางการเป็นนักเขียนอาจมีอุปสรรคบ้าง มีช่วงที่เจอ ทางตัน เขียนไม่ออก หรือท้อแท้ แต่เราเชื่อว่าแพสชันที่คุณมี จะผลักดันให้คุณก้าวข้ามผ่านทุกปัญหาไปได้อย่างแน่นอน

และหากการคิดพล็อต การสร้างสรรค์ตัวละคร หรือการแก้ ทางตัน ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคุณ อย่าลืมว่าคุณมีผู้ช่วยที่เก่งที่สุดอยู่ตรงนี้ novelnoob.com คือเครื่องมือที่จะช่วยคุณทลายกำแพงนักเขียน สร้างพล็อตที่น่าทึ่ง พัฒนาตัวละครให้มีมิติ และเขียนได้เร็วขึ้น ลองใช้งานฟรีได้เลยที่ novelnoob.com นะคะ